วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

บทวิเคราะห์ 4

จากที่ได้นำเสนอข่าวและบทความเรื่อง IT มาโดยตลอด จนปัจจุบันนี้ก็นับรวมได้ถึง 20 กว่าบทแล้ว
จะเห็นว่าสิ่งที่พวกเรานำเสนอนั้น ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่ปเนที่ใฝ่ฝันแต่ราคานั้นก็เกินเอื้อมจริงๆนะครับ คุณลักษณะดังกล่าวสามารถสื่อให้เห็นถึงอะไรบ้าง เรามาว่ากันเป็นเรื่องๆไปดีกว่า
การล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-Colonialism)
โดยธรรมชาติของมนุษย์นับแต่โบราณกาลมาแล้ว มนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีความมักใหญ่ใฝ่สูงเหนือคนกลุ่มอื่นๆมาโดยตลอด นับตั้งแต่การต่อสู้ของซีซาร์และฮานนิบาลเพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน มาจนถึงการต่อสู้ของอังกฤษและสเปนเพื่อแย่งชิงแสนยานุภาพทางทะเล พัฒนามาสู่ความมักใหญ่ใฝ่สูงของฮิตเลอร์และชนชาติเยอรมันที่ก่อสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นจนเกิดความเดือดร้อนกันไปทั่วโลกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนกระทั่งวันหนึ่งมนุษยชาติได้ตระหนักถึงความพินาศที่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ที่ตนเป็นทั้งคนก่อและคนเขียนด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็นแนวคิดที่แสวงหาสันติภาพ ซึ่งก็นำมาสู่หลักกฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งสร้างและรักษาความสงบสุขของโลกขึ้นมากมาย แต่ไฉนเลยจะทำให้มนุษย์ลดความมักใหญ่ใฝ่สูงลงไปได้ ทำให้ในปัจจุบัน มนุษยชาติเกิดความขัดแย้งสองสิ่งอยู่ในตัวเอง นั่นคือความมักใหญ่ใฝ่สูงและมโนธรรมแห่งสันติภาพที่คอยฉุดรั้งและหลอกหลอนมิให้มนุษย์แสวงหาความมั่งคั่งได้โดยสะดวกเช่นที่ผ่านมาในหน้าประวัติศาสตร์ มนุษย์ทั้งปวงจึงต้องหันไปใช้วิธีการอื่นเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งให้กับตัวนอกจากการเข้าแย่งชิงผู้อื่นเช่นในอดีตที่ผ่านมา และวิธีการที่ดีที่สุดก็คือการครอบงำทางเศรษฐกิจนั่นเอง
จากเดิมที่มนุษย์เลือกแสวงหาความมั่งคั่งและได้เปรียบเหนือคนกลุ่มอื่นด้วยการใช้กำลังทหารเข้าแย่งชิงพื้นที่ ทรัพยากร หรือแม้แต่โอกาสในการใช้ชีวิตของชนกลุ่มอื่นที่อ่อนแอกว่า อย่างที่เราเรียกโลกนั้นในยุคหนึ่งว่ายุคจักรวรรดินิยม(Colonialism)นั่นเอง บัดนี้มนุษย์ได้มองว่าวิธีการดังกล่าวเปนความป่าเถื่อน รุนแรงและไร้มนุษยธรรม จึงได้หันไปใช้วิธีการทางเศรษฐกิจด้วยการค้าขายและแสวงหาความมั่งคั่งจากการค้าขายที่ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ (Comparative Advantage) เป็นสิ่งสร้างความมั่งคั่งและหยิบยื่นความพินาศให้กับประเทศที่ด้อยกว่าตนทีละเล็กทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว
สินค้า IT ที่เราได้นำมาเสนอ ณ ที่นี้เป็นเพียงบางสิ่งที่พิสูจน์ว่า การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความรับรู้และรสนิยมของเราได้อย่างแนบเนียน ด้วยการหยิบยื่นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ความทันสมัย" "ความเท่ห์" "ความมีรสนิยม" ที่พวกเขาผลิตให้กับกลุ่มคนที่ไม่สามารถผลิตสินค้าเช่นนั้นได้และต้องพึ่งพิงพวกเขาแต่ฝ่ายเดียวอย่างเราๆนี่เอง
ความน่ากลัวของการล่าอาณานิคมใหม่นั้นจึงอยู่ที่ มีน้อยคนเหลือเกินที่สามารถตระหนักได้ว่าสินค้าและการโฆษณาในรูปแบบนี้ได้นำมาซึ่งความเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบ(Comparative Disadvantage)ต่อชาติมหาอำนาจและได้นำมาซึ่งกระบวนการ "พัฒนาการของการด้อยพัฒนา"(Development of Underdevelopment) ซึ่งหมายถึงการที่เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงและความทันสมัยจากต่างชาติ โดยที่เราไม่สามารถผลิตใช้เองได้ ทำให้เสียเงินออกนอกประเทศแลกกับสิ่งที่คนทั่วโลกบอกว่าเป็น "ความทันสมัย" นั่นเอง โดยอันที่จริงแล้วมันกลับทำให้ประเทศเราด้อยพัฒนาลงไปเรื่อยๆเพราะทั้งต้องพิ่งพิงและขาดดุลการค้ากับต่างชาติตลอดมา ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศด้วยตนเองได้ไปเรื่อยๆ
วาทกรรมการพัฒนาแบบ Globalization ที่สืบเนื่องมาจาก Modernization
การพัฒนาตามแบบ Modernization ก็คือการพัฒนาตามอย่างตะวันตก อย่างที่บางสำนักเรียกว่าเป็น Westernization นั่นเอง
การพัฒนาตามอย่างตะวันตกก็หมายถึงการรับเอาวัฒนธรรม เทคโนโลยี และแนวความคิดอย่างตะวันตกที่ถือว่าเป็น "ความเจริญก้าวหน้า" มาปรับใช้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการยอมรับจากนานาอารยประเทศ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงสอง-สามศตวรรษที่ผ่านมา
ส่วน Globalization นั้นหมายถึงกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน การรับรู้ข่าวสารต่างๆจากทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้น โดยมีเครื่องมือที่สำคัญคือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT)นั่นเอง
สิ่งที่สื่อให้เห็นจากการนำเสนอข่าวเรื่อง IT ที่ผ่านมานี้ก็คือ การเชื่อมโยงของสองกระบวนการดังกล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญ นั่นคือ การที่โลกยังถือเอาวัฒนธรรม และเทคโนโลยีทางฝั่งตะวันตกว่าเป็นการพัฒนากระแสหลัก(Main Stream)อยู่ ทำให้โลกต้องเดินตามตะวันตกหรือแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นก็ยังต้องใช้เทคโนโลยีของชาวตะวันตกมาแข่งขันกับชาวตะวันตกด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงพลังของ Modernization ที่ขยายบทบาทและอิทธิพลเรื่อยมาจนปัจจุบัน และเมื่อมาผนวกกับพลังของโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้ข่าวสารความเป็นไปของ Modernization นั้นกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งที่ให้โลกทั้งใบมุ่งหวังที่จะกลายเป็นอย่างตะวันตกมากขึ้นไปอีก
วาทกรรมดังกล่าวได้ครอบงำโลกอย่างเสมอมา และยิ่งมาทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกในช่วงไม่กี่ทศวรรษนี้ โดยจะเห็นได้จากข่าวสารเรื่องเทคโนโลยีแทบทุกชิ้นที่ต่างก็บินตรงมาจากเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างตะวันตกหรือญี่ปุ่นทั้งสิ้น ความน่ากลัวที่ตามมาจึงอยู่ที่ว่า การครอบงำด้วยวาทกรรมดังกล่าวจะสามารถครอบงำมนุษยชาติไปถึงระดับใด เพราะหากครอบงำมาในแง่ชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของสังคมแล้ว ก็รังแต่จะส่งผลกระทบต่อรากฐานทางสังคม การใช้ชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมที่มีอย่างยาวนานจนอาจเลือนหายไปได้ในที่สุด สิ่งนี้จะเป็นตัวเร่งชั้นยอดให้กับการล่าอาณานิคมใหม่ของชาวตะวันตก ดังที่ได้กล่าวไปในตอนต้นไงครับ
เห็นรึยังครับ ว่าจากการนำเสนอข่าวสารความเจริญ ความทันสมัยของสินค้า IT ในโลกที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐและทุกคนต่างก็ต้องการไขว่คว้ามาเป็นของตนนั้น กลับแฝงไปด้วยความน่ากลัวในเบื้องลึกที่สามารถทำลายได้แม้กระทั่งความคิดจิตใจ ความเป็นตัวของตัวเองของพวกเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินในกระเป๋าของพวกเราได้อย่างหมดสิ้น
เอาละครับ โม้มาตั้งนานแล้ว ที่ผมอยากจะบอกที่สุดก็คือ ก่อนจะซื้ออะไรแพงๆก็ถามใจ ถามกระเป๋าตังค์ตัวเองก่อนด้วยนะครับ เกรงใจพ่อแม่ เห็นใจประเทศชาติบ้าง ซื้อแต่ของแพงๆมาใช้กัน เหมือนจะทำให้ตัวเองดูโก้เก๋ เหมือนจะทำให้ตัวเองดูดี แต่ก็อย่างว่าละครับ เข้าทาง"คนไทยได้หน้าฝรั่งมังค่าได้เงิน"กันทั้งนั้น
ว่าแล้วเราก็กลับบ้านไปหยิบสะดอมาใส่ เอามือถือมาตำน้ำพริกกันดีกว่า -_-\!

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

โน้ตบุ๊กคอนเซ็ปต์ใหม่ Sony VAIO Zoom

เห็นตัวเครื่องของ Sony VAIO Zoom แล้ว บอกได้คำเดียวว่า สุดยอดครับ บางมากๆ เรื่องน้ำหนัก จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพูดถึงกันอีกต่อไป ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเท่ห์สุดๆ ถือไปไหนมาไหน ไม่ต้องอายใคแน่นอน
Sony VAIO Zoom นี้มีจุดเด่นอยู่ที่หน้าจอสกรีนเป็นแบบ Holographic glass หรือถ้าดูในภาพก็จะเข้าใจว่า ถ้าเราไม่ได้ใช้งาน หน้าจอก็จะเป็นแค่กระจกใสๆ เท่านั้น รวมทั้งคีย์บอร์ดที่จะเปลี่ยนไปเป็นสีทึบๆ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ใช้งานเครื่อง ซึ่งถ้าผลิตตามคอนเซ็ปต์นี้ออกมาได้จริง รับรองว่าข่าวนี้จะฮือฮาไปทั่วโลกแน่ๆ
ซึ่งฟีเจอร์ที่นอกเหนือจากนี้ของ Sony VAIO Zoom ก็ยังไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมา เพราะยังเป็นแค่โน้ตบุ๊กคอนเซ็ปต์อยู่ ซึ่งผมก็อยากเห็นตัวจริงเร็วๆ เหมือนกันครับ คงต้องรอไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีเป็นอย่างต่ำ
ที่มา: www.gizmodo.com

คลื่นลูกใหม่เทคโนโลยีจอแสดงผล


อีกไม่นาน เทคโนโลยีจอแสดงผลอาจเปลี่ยนรูปโฉมไปอีกขั้นโดยมีการพัฒนาให้มีขนาดบางลง ถึงขนาดว่าสามารถม้วนพับเก็บไว้ได้ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นมาทดแทน เทคโนโลยีจอแสดงผลแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างจอแสดงผลแอลซีดีที่ยังมี ข้อเสียตรงที่ใช้พลังงานมาก
เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนแอลซีดีในวันข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์แสดงผลฟิล์มบางอินทรีย์เปล่งแสง หรือ โอแอลอีดี (OLED: Organic light-emitting diode) และเทคโนโลยีที่เรียกว่าไบ-สเตเบิล ซึ่งเแม้แต่ในปัจจุบันก็มีออกมาให้เห็นบ้างแล้วทั้งในเครื่องเล่นเกม เครื่องเล่นสื่อดิจิตอลเพื่อความบันเทิง เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะหรือสมาร์ทโฟน
ข้อดีของจอแสดงผลแบบโอแอลอีดีคือ ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแบบแอลซีดีในขนาดเท่าๆ กันสูงถึง 40% ทั้งยังบางกว่าเป็นเท่าตัว เนื่องจากไม่ต้องอาศัยการส่องแสงออกมาจากหลังภาพ ทั้งยังให้ภาพที่คมชัดกว่า ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และไรน์คอม รวมถึงโทรศัพท์มือถือรุ่นบางจากเคียวเซร่า นอกจากนี้ทางโซนี่ คอร์ปอเรชั่นเองยังมีแผนจะทำตลาดจอทีวีขนาดเล็กที่ใช้เทคโนโลยีโอแอลอีดี ภายในปีนี้ด้วย
นักวิเคราะห์ประเมินกันว่า โทรศัพท์มือถือไอโฟนของแอปเปิล ซึ่งเพิ่งวางตลาดไปในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนในที่สุดแล้วก็อาจ หันมาเปลี่ยนใช้จอแสดงผลที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นอย่างโอแอลอีดีบ้างเช่นกัน หลังจากรุ่นนำร่องที่ใช้หน้าจอแสดงผลแอลซีดีใช้พลังงานค่อนข้างสูงทำให้การ ใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างสั้น
"น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหากแอปเปิลจะเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแสดงผลแบบโอ แอลอีดี ก็เพราะแอปเปิลกำลังคิดพัฒนาปรับปรุงเรื่องการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น แม้ตอนนี้แอปเปิลจะยังไม่มีการเปิดเผยแผนใดๆ ก็ตาม" นายคิม วูน-โอ นักวิเคราะห์จากพรูเดนเชียล อินเวสเมนต์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ส์ กล่าว
แม้ในวงการสื่อสารไร้สายเทคโนโลยีโอแอลอีดีจะยังเพิ่งเริ่มแต่ในการพัฒนาจอ แสดงผลรุ่นดังกล่าวเพื่อทำตลาดมีปรากฏให้เห็นบ้างในกลุ่มผู้ผลิตจอแสดงผล แบบแอลซีดี ทั้งซัมซุง เอสดีไอ และโซนี่ จากการประเมินของบริษัทวิจัยด้านการตลาดไอซัพพลาย ตลาดสำหรับจอแสดงผลแบบโอแอลอีดี และแอลซีดีที่ใช้พลังงานน้อยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าจนถึง ปีพ.ศ. 2555 อาจมียอดขายมากถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 27% เทียบกับยอดขายในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากเทคโนโลยีโอแอลอีดีแล้วยังมีเทคโนโลยีจอแสดงผลที่เรียกว่า ไบ-สเตเบิล ซึ่งรักษาสถานะการแสดงผลภาพไว้ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานทำให้เหมาะต่อการใช้ เป็นจอแสดงผลในสถานที่สาธารณะและจอแสดงผลย่อยบนอุปกรณ์ต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังต้องพัฒนาในด้านของคุณภาพภาพที่ยังไม่ละเอียดมากนัก ก่อน
นายชุง โฮ-คยูน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของซัมซุง เอสดี กล่าวว่า ถึงตอนนี้ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ ตราบเท่าที่มีการพัฒนาคุณภาพและลดต้นทุนได้ถูกลงจนใช้งานได้แพร่หลายขึ้น เมื่อนั้นก็จะได้เห็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเทคโนโลยีจอแสดงผลไปอีกขั้นซึ่งใน วันข้างหน้าอาจจะมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่เป็นจออิเล็กทรอนิกส์ซึ่ง อัพเดตข้อมูลแบบไร้สายม้วนหรือพับเก็บได้เช่นเดียวกับกระดาษก็เป็นได้

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550

เครื่องถ่ายเอกสารแปลภาษา


เครื่องถ่ายเอกสารแปลภาษา
บริษัท Fuji Xerox แห่งญี่ปุ่นได้พัฒนาเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่ ที่สามารถสแกนเอกสารภาษาอังกฤษ และพิมพ์ออกมาเป็นญี่ปุ่นหรือเกาหลีได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานกลับกันได้คือ แปลภาษาญี่ปุ่นหรือเกาหลีเป็นภาษาอังกฤษ ในขณะที่ยังคงเลย์เอาท์ของงานพิมพ์ได้ใกล้เคียงต้นฉบับอย่างน่าอัศจรรย์
เครื่องนี้ทำงานได้โดยเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่แปลภาษาโดยเฉพาะในเดียวกันก็ใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวในการแปลภาษาจากเอกสารต้นฉบับ เครื่องถ่ายเอกสารนี้ยังไม่ได้ผลิตมาเพื่อวางจำหน่ายโดยทั่วไป คงต้องรอดูว่าจะสามารถให้ผลการแปลได้ดีเพียงใด

ตู้เย็นมินิ


ตู้เย็นมินิ (Mini Fridge)
แก็ตเจ็ตวันนี้ขอนำเสนอ ตู้เย็นมินิ ที่ใช้พลังงานผ่านสาย USB ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ง่ายๆ ให้คุณสามารถแช่ขนมหรือเครื่องดื่มที่คุณโปรดปราน (จุมากสุดคือโค้ก ขนาด 1 กระป๋อง) ไว้ใกล้ๆตัวคุณบนโต๊ะทำงาน ไม่ต้องลุกไปเข้าครัวบ่อยๆให้เจ้านายรำคาญใจ... ตู้เย็นมินิเครื่องนี้สามารถให้ความเย็นได้ 8.5 องศาเซลเซียส บริษัทแบรนโด้ จากประเทศฮ่องกงเป็นผู้จัดจำหน่าย ราคาอยู่ที่ประมาณ US$33

บางและเบา, K3 MP3 Player จากซัมซุง


คงจะเห็นผ่านตา และเชื่อว่าหลายคนคงจะมีไว้ในครอบครองแล้ว เครื่องเล่นเอ็มพี 3 ของซัมซุงรุ่น K3 ที่มีรูปร่างและสีสันโดนใจมาก ๆ มี 3 สีให้เลือก คือ ดำ แดง และเขียว รูปทรงของ K3 เห็นแล้วนึกถึงหุ่นของสาว ๆ สมัยนี้ เพราะทั้งบางและแบนไปทั้งตัว น้ำหนักก็ย่อมเยา แค่ 50 กรัมเท่านั้น หน้าจอเป็นระบบสัมผัสที่ไวมาก ๆ เวลาใช้อย่าลืมล็อกปุ่ม ไอคอนที่แสดงถึงการเข้าถึงฟังก์ชันการใช้งานประเภทต่าง ๆ เช่น มิวสิก วิทยุ ภาพถ่าย ออกแบบได้น่ารักดี เป็นลายจุดมาต่อกันเป็นรูปร่างต่าง ๆ มิวสิก ก็จะเป็นรูปหูฟัง วิทยุ ก็จะเป็นรูปวิทยุทรานซิสเตอร์ ขนาดของ K3 ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดกำลังพอดีกับฝ่ามือ มีความหนาเพียง 6.95 มม. จอแสดงผล 4 สี ขนาด 1.8 นิ้ว การใช้งานไม่ยุ่งยากก็เหมือนเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ของซัมซุงรุ่นอื่น ๆ หลัง จากแปลงเพลงที่ต้องการแล้ว ก็เพียงลากไฟล์เพลงเหล่านั้นมาไว้ในเมนูมิวสิก โดยผ่านการเชื่อมต่อพอร์ตยูเอสบีของคอมพิว เตอร์ ไม่ต้องไปลงโปรแกรมอื่นให้ยุ่งยาก แค่ เสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบีเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมือนเสียบแฟลชไดร์ฟ จากนั้นก็คลิก ๆ ก็เสร็จขั้นตอน หากเป็นไฟล์ข้อมูล ไฟล์รูปภาพก็ทำเหมือนกัน แต่ต้องใส่ให้ถูกกล่องไม่งั้นหาไฟล์ไม่เจอไม่รู้ด้วยนะ วิธีการชาร์จก็ไม่ยุ่งยาก เพราะชาร์จผ่านยูเอสบีคอมพิวเตอร์ไม่นานก็เต็ม แบตเตอรี่ของรุ่นนี้อึดมาก ๆ อยู่ได้หลายวัน ที่ชอบมากก็คือเสียงเบสกระหึ่มและใสดี จุดเด่นอีกอย่างก็คือ หากอุปกรณ์ในบ้าน เช่น ทีวี หรือเครื่องเสียงเป็นของซัมซุงรุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถเอา K3 ไปเชื่อมต่อก็จะได้ฟังเพลงผ่านลำโพงของชุดเครื่องเสียงที่บ้านได้ K3 ยังมีชุดแต่งเป็นลำโพง รูปทรงยาว ๆ สีดำ เอา K3 มา สอดเข้าไป ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันเข้าสู่โหมดลำโพง คราวนี้ก็เผื่อเสียงเพลงให้คนรอบข้างฟังได้ โดยไม่ต้องใช้หูฟัง แค่วางไว้บนโต๊ะก็เท่จะแย่ หน่วยความจำของ K3 มีให้เลือก 3 ความจุ คือ 1, 2 และ 4 GB ราคาประมาณ 4,990-7,490 บาท แนะนำให้สอบถามราคาปัจจุบันจากร้านตัวแทนจำหน่ายอีกที คุณภาพกับราคาขนาดนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม.
http://tech.mthai.com/views_2_samsung-mp3-plaer-k3_72_10624_1.html

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

มือถือของปลอม

แทบจะเก็บโนเกีย N95 เอาไว้ในกระเป๋าเมื่อเห็นโทรศัพท์ N95 อีกเครื่องที่หน้าตาละม้ายเหมือนแฝดคนละฝา แต่หากค่อย ๆ มองไปทีละส่วนก็จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ก็ใครจะไปคิดว่ามีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือโนเกียปลอมมาวางจำหน่าย แค่หูฟัง แฮนด์ฟรี หน้ากาก แบตฯ อุปกรณ์เสริมของปลอมยังพอเห็นจนชินตา แต่นี่ปลอมทั้งเครื่องและยังใช้งานได้จริงอีกด้วย ราคาก็ถูกกว่า มร.บ็อบ แม็คดูกัล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารลูกค้าและการตลาด บริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในการสัมมนา รู้เท่าทัน ความปลอดภัยในโลกการ สื่อสาร ซึ่งโนเกียจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ณ โรงแรมคอนราด ว่า ปัจจุบันโนเกียเจอปัญหาโทรศัพท์ มือถือปลอม เลยต้องจัดสัมมนาเพื่อกระจายความรู้ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับ แบตเตอรี่และโทรศัพท์มือถือของแท้ ที่ผลิตได้มาตรฐานและรับประกันด้านความปลอดภัยในการใช้งาน สิริ นีละวัฒนาศุข หัวหน้าส่วนผลิตภัณฑ์การตลาด ของโนเกีย ประเทศไทย กล่าวถึงโทรศัพท์มือถือปลอมว่า โทรศัพท์มือถือของโนเกียทุกเครื่องผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน ISO ปกติแล้วค่า SAR หรือระดับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน หากในยุโรปจะกำหนดไว้ที่ 2 วัตต์ต่อกิโลกรัม สหรัฐอเมริกา 1.6 วัตต์ต่อกิโลกรัม แต่สำหรับโนเกียทุกรุ่นจะมีค่า SAR ต่ำกว่า 1.6 วัตต์ต่อกิโลกรัม เช่น N70 มีค่า SAR 1.1 วัตต์ต่อกิโลกรัม รุ่น 6070 มีค่า SAR 0.84 วัตต์ต่อกิโลกรัม แต่หากเป็นโทรศัพท์มือถือปลอมจะมีค่าเหล่านี้ไม่ได้ตามมาตรฐาน เมื่อไม่ได้มาตรฐานก็จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้งาน ทั้งความทนทาน ความชัดเจนของกล้องถ่ายรูป แอพลิเคชั่นภายในตัวเครื่อง รวมไปถึงการอัพเกรดซอฟต์แวร์ต่าง ๆ หากโชคร้ายก็เจอปัญหาแบตเตอรี่ระเบิด เพราะกระแสไฟฟ้าลัดวงจร สำหรับโทรศัพท์มือถือปลอมที่พบในขณะนี้คือ รุ่น N95, N70 ซึ่งเป็นรุ่นที่โนเกียวางจำหน่ายแล้ว และยังมีของปลอมในรุ่นที่โนเกียไม่เคยผลิตเลยก็มี เช่น N97 และN99 มือถือปลอมและของแท้เมื่อนำมาเทียบกันจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก เช่น รุ่น N95 ของแท้จอจะสไลด์ได้ทั้งสองด้าน คือสไลด์ขึ้นเพื่อกดปุ่มตัวเลข หรือสไลด์อีกด้านเพื่อใช้งานเครื่องเสียง กล้องมีแฟลช ปุ่มเปิดและปิดเครื่องอยู่ด้านบน แต่หากเป็น N95 ของปลอม ก็ต้องยอมรับในความไฮเทค เพราะจอเป็นระบบสัมผัส มีปากกาสไลตัสให้ใช้งาน ปุ่มเปิดปิดด้านบนทำไว้หลอก ๆ ให้มาใช้ปุ่มเปิดปิดที่แป้นปุ่มกด กล้องไม่คมชัด และที่สำคัญตัวอักษรโนเกียที่ฝาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ อันที่จริง แค่เห็นกล่องก็น่าจะรู้ถึงความแตกต่าง เพราะกล่องมือถือของทำเลียนแบบจะมีตัวอักษรภาษาจีนเต็มไปหมด ไม่ระบุยี่ห้อและที่มาบนกล่อง ในขณะที่ของแท้จะมีภาษาอังกฤษ ภายในกล่องมีอุปกรณ์และคู่มือภาษาอังกฤษ ข้อแตกต่างอีกอย่างก็คือ ราคาที่ต่างกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง N95 ของแท้ราคาวางจำหน่ายจะอยู่ประมาณ เกือบสามหมื่นบาท แต่ของปลอมเท่าที่ถามราคามาจะอยู่ที่ประมาณสี่พันถึงแปดพันบาท อันนี้เป็นวิธีสังเกตจากภาคสนาม โนเกีย ประเทศไทย ก็มีเคล็ดลับหากลูกค้าไม่แน่ใจหรือต้องการตรวจสอบว่ามือถือที่ซื้อมาใช้ นั้นเป็นของจริงหรือไม่ ก็ตรวจจากหมายเลขอีมี่ประจำเครื่อง เลขอีมี่จะอยู่ในตัวเครื่องต้องถอดแบตฯ ออกมาแล้วจะเห็น หรือจะกด *#06# เพื่อเรียกดูอีมี่จากตัวเครื่องแล้วเทียบหมายเลขอีมี่ที่กล่อง ต้องเป็นเลขชุดเดียวกัน หากไม่ตรงกันก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจจะเจอของปลอม หากพบว่ามือถือที่กำลังจะซื้อหรือซื้อมาแล้ว ไม่มีโลโก้โนเกีย เป็นรุ่นที่โนเกียไม่เคยผลิต หากเป็นแบตเตอรี่ไม่มีสติกเกอร์โฮโลแกรม ไม่มีใบรับประกันสินค้า และราคาแตกต่างจากที่วางขายในร้านโนเกีย ก็พึงระวังเอาไว้ หากไม่แน่ใจให้โทรฯ เข้ามาสอบถามที่โนเกียแคร์ไลน์ หมายเลข 0-2640-1000 หรือเว็บไซต์ www.nokia.co.th คำแนะนำและขั้นตอนเหล่านี้อาจจะยุ่งยากสำหรับคนที่ไม่ชอบเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ยากเกินไป อีกวิธีหนึ่งที่หลีกเลี่ยงของปลอมง่ายสุด ๆ ก็คือ อย่าเห็นแก่ของถูก โนเกียไม่เคยขายมือถือกลุ่มเอ็นซีรีส์ในราคาแค่หลักพันบาท เฮ้อ... โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม เมื่อไหร่จะมีของดีราคาถูกมั่งเนอะ.

http://tech.mthai.com/views_2_nokia-n95_68_10437_1.html